ตำนาน "ทหารผี" ฆ่าไม่ตาย! เจาะลึก "พระพุทธชินราชอินโดจีน ๒๔๘๕" สุดยอดพระคู่สงครามที่เข้มขลังที่สุดในแผ่นดิน
บทนำ: กำเนิดในเปลวไฟ ศรัทธาแห่งมหาอุตม์
ในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย ยามเมื่อแผ่นดินลุกเป็นไฟด้วยสงครามอินโดจีน (พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔) เสียงปืนและกลิ่นควันปืนมิได้นำมาเพียงความสูญเสีย แต่ยังเป็นจุดกำเนิดของ "สุดยอดวัตถุมงคล" ที่เปี่ยมด้วยพุทธานุภาพสูงสุดแห่งยุครัตนโกสินทร์
นี่คือเรื่องราวของ "พระพุทธชินราชอินโดจีน ปี ๒๔๘๕" พระเครื่องที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อการพาณิชย์ แต่สร้างขึ้นด้วย "เลือดรักชาติ" เพื่อแจกจ่ายให้ทหารหาญกอดคอเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิ จนเกิดตำนานเล่าขานถึง "ทหารผี" ที่แม้ถูกยิงล้มลงก็ยังลุกขึ้นมาสู้ต่อได้ราวกับเป็นอมตะ
๑. ยุทธการกู้แผ่นดิน: มูลเหตุแห่งการสร้าง
เมื่อข้อพิพาทดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสวิชีปะทุขึ้น พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ตระหนักถึงขวัญและกำลังใจของทหารแนวหน้า จึงได้ดำริจัดสร้างพระเครื่องโดยจำลองแบบจาก "พระพุทธชินราช" พระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในโลกและเปี่ยมด้วยอำนาจแห่งชัยชนะ
วัตถุประสงค์มีเพียงหนึ่งเดียว: "ปกป้องชีวิตลูกหลานไทยในสมรภูมิ"
การสร้างครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ระดมสรรพกำลัง ทั้งช่างฝีมือจากกรมศิลปากร และชนวนมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่า พระทุกองค์คือเกราะแก้วคุ้มกันภัยที่ดีที่สุด
๒. มหาพุทธาภิเษกประวัติศาสตร์: ชุมนุม ๑๐๘ อรหันต์
ความขลังของพระรุ่นนี้ ไม่ได้อยู่ที่โลหะ แต่อยู่ที่ "จิต"
พิธีมหาพุทธาภิเษก ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ในปี ๒๔๘๕ ได้รับการยกย่องว่า "ยิ่งใหญ่ที่สุดและเข้มขลังที่สุด" ในประวัติศาสตร์ไทย ภายใต้การนำของ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) และ ท่านเจ้าคุณศรี (สนธ์)
ไฮไลท์สำคัญคือการนิมนต์พระเกจิอาจารย์ระดับ "ซูเปอร์สตาร์" ในยุคนั้นถึง ๑๐๘ รูป มาร่วมอธิษฐานจิต อาทิ:
หลวงพ่อจาด จง คง อี๋ (จตุรเทพแห่งสงครามอินโดจีน)
หลวงปู่นาค วัดระฆัง
หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว
หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
เกร็ดตำนาน: เล่าขานกันว่า ในพิธีนั้นกระแสจิตที่อัดแน่นรุนแรงมาก ถึงขนาด หลวงพ่อแช่ม วัดตากล้อง เอ่ยปากว่า "สายสิญจน์ที่จับอยู่นั้น ร้อนยิ่งกว่าสายลวดเตาไฟฟ้า" แสดงถึงพุทธคุณที่ประจุลงไปแบบ "ล้นปรี่" จนแทบระเบิดออกมา
๓. พุทธศิลป์และช่างโอเล็ก: ความงามในรอยศึก
พระพุทธชินราชอินโดจีน แบ่งการสร้างหลักๆ เป็น:
พระบูชาและพระรูปหล่อ: ประมาณ ๘๔,๐๐๐ องค์
เหรียญ: ประมาณ ๓,๐๐๐ เหรียญ
แต่ไฮไลท์อยู่ที่ "พระรูปหล่อ" ซึ่งแบ่งเป็นพิมพ์หลักๆ คือ
พิมพ์สังฆาฏิยาว (พิมพ์นิยม): สง่างาม นิยมที่สุด
พิมพ์สังฆาฏิสั้น: พุทธคุณไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
พิมพ์ต้อ: เอกลักษณ์เฉพาะตัว ผิวขรุขระคล้ายผิวมะระ
ตำนานช่างแต่งพระ: พระที่หล่อออกมาจำนวนมาก อาจมีความไม่เรียบร้อย จึงเกิดอาชีพ "ช่างแต่งพระ" ขึ้น โดยช่างที่มีฝีมืออันดับ 1 ของแผ่นดินคือ "ช่างโอเล็ก" พระที่ผ่านมือช่างโอเล็ก จะมีความวิจิตร ตะไบเก็บงานเนียนกริบ ทำให้มูลค่าพุ่งสูงกว่าพระสภาพเดิมๆ หลายเท่าตัว
๔. เจาะจุดตาย: วิธีดู "พิมพ์นิยม A" (สังฆาฏิยาว หน้านาง)
สำหรับนักสะสม การดูพระแท้คือหัวใจสำคัญ นี่คือจุดสังเกตของ "พิมพ์นิยม A" ที่มีราคาหลักแสน:
เส้นคู่ขนาน: มองที่ซุ้มเรือนแก้วด้านบนขวา จะมีเส้นซ้อนกันคมๆ
อุณาโลม: กลางหน้าผาก ลักษณะคล้าย "ปลายเนคไท"
พระกรรณ (หู): มีขีดขวาง หูซ้ายจะขีดรยาวกว่าขวา
นิ้วมือ: นิ้วโป้งขวาแยกออกชัดเจน ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางมีรอยแตก
โค้ดใต้ฐาน: (สำคัญมาก!) ต้องมีรอยตอกโค้ด "อกเลา" และ "ธรรมจักร" แม้บางองค์อาจตอกไม่ติด แต่ถ้ามี จะดูง่ายทันที
บทสรุป: ทำไมต้องมีไว้ครอบครอง?
"พระพุทธชินราชอินโดจีน ๒๔๘๕" ไม่ใช่แค่ก้อนโลหะเก่า แต่คืออนุสรณ์แห่งความสามัคคีและศรัทธาของคนทั้งชาติในยามวิกฤต เป็นพระเครื่องที่ผ่านพิธีที่ "ทำซ้ำไม่ได้อีกแล้ว" ในปัจจุบัน
ไม่ว่าคุณจะแขวนเพื่อพุทธคุณด้าน "มหาอุตม์ คงกระพัน" หรือเก็บสะสมในฐานะ "มรดกแผ่นดิน" นี่คือวัตถุมงคลที่มีแต่มูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ดั่งคำกล่าวที่ว่า...
"พุทธชินราชเสริกไสร้ ปฏิมา... พระเอย คุ้มใจคุ้มภัยแน่ ศึกสิ้น อินโดจีน"
หากท่านชื่นชอบบทความประวัติศาสตร์พระเครื่องแบบเจาะลึก อย่าลืมกดติดตามและแชร์บทความนี้เพื่อเป็นวิทยาทานครับ

ความคิดเห็น