ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เจาะตำนาน "พระกริ่งหลังปิ" วัดสุทัศน์ฯ ปี 06

 

เจาะตำนาน "พระกริ่งหลังปิ" วัดสุทัศน์ฯ ปี 06: นวโลหะสายตักศิลาที่โลกต้องจารึก

ปฐมบทแห่งความศักดิ์สิทธิ์: ของดีที่ถูกลืมแห่งตักศิลาวัดสุทัศน์ฯ

หากจะเอ่ยถึง "ตักศิลา" แห่งการสร้างพระกริ่งในสยามประเทศ ย่อมไม่มีที่ใดเหนือไปกว่า วัดสุทัศนเทพวราราม พระอารามหลวงชั้นเอกที่สืบทอดตำนานนวโลหะอันเกรียงไกรมาตั้งแต่ยุคสมเด็จพระสังฆราช (แพ) จนมาถึงรุ่นศิษย์เอกอย่างเจ้าคุณศรี (สนธิ์) ทว่าในบรรดาพระกริ่งยุคกลางที่มีพุทธคุณสูงส่งเกินราคา หนึ่งในรุ่นที่ "เซียนสายตรง" ต่างซุ่มเก็บและยกให้เป็นของดีราคาเบาคือ "พระกริ่งหลังปิ" ปี พ.ศ. 2506

มูลเหตุแห่งการกำเนิดมาจากเมตตาธรรมของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) หรือ "เจ้าคุณเสงี่ยม" เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมวิสุทธาจารย์ ท่านเล็งเห็นว่าเสนาสนะอันเก่าแก่ของวัดสุทัศน์ฯ ชำรุดทรุดโทรมลงมาก จำต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาลในการบูรณปฏิสังขรณ์ ท่านจึงได้จัดสร้างพระกริ่งรุ่นนี้ขึ้นเพื่อรวบรวมศรัทธา โดยยึดมั่นตาม "ตำราดั้งเดิม" ขององค์พระอุปัชฌาย์ คือสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ปรมาจารย์แห่งพระกริ่งไทยอย่างเคร่งครัด ถือเป็นการสืบสานสายวิชาที่ "ดีนอก ดีใน" อย่างสมบูรณ์แบบ

พระกริ่งหลังปิ วัดสุทัศน์ฯ ปี 2506

เครดิตภาพ : https://www.thaprachan.com/amulet_detail/RB15024340

พุทธศิลป์และประติมานวิทยา: ถอดรหัสพิมพ์ทรง "หน้าทิเบต" และ "วชิระหัวปลี"

พระกริ่งหลังปิรุ่นนี้มีความโดดเด่นจากการ "ถอดพิมพ์" มาจาก พระกริ่งจาตุรงคมุนี ของท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) ซึ่งเป็นการผสมผสานศิลปะมหายานเข้ากับความอ่อนช้อยแบบไทยประยุกต์ได้อย่างลงตัว ดังรายละเอียดสรุปในตารางด้านล่างนี้:

ลักษณะทางกายภาพ

รายละเอียด / นัยยะทางธรรม

ปางและอิริยาบถ

ปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร (Vajrasana) บนฐานบัว สื่อถึงการตรัสรู้และชัยชนะเหนือมาร

เครื่องมงคลในหัตถ์

พระหัตถ์ซ้ายทรงถือ "วชิระ" (Vajra) รูปร่างคล้ายหัวปลี สื่อถึงพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ผู้ปัดเป่าโรคภัยและสรรพเคราะห์

ฐานบัว

บัวคว่ำบัวหงายเรียงรายจำนวน 7 คู่ สื่อถึงโพชฌงค์ 7 (ธรรมแห่งการตรัสรู้)

สัดส่วนและพิมพ์ทรง

สูง 3.2 ซม. ฐานกว้าง 1.9 ซม. มี "พิมพ์หน้าทิเบต" เป็นพิมพ์นิยมที่หายากและคมชัดระดับแชมป์

ใต้ฐาน

มีลักษณะเว้าลึกเป็น "แอ่งกระทะ" อันเกิดจากการหดตัวของโลหะตามธรรมชาติ

--------------------------------------------------------------------------------

โลหะวิทยาเชิงประจักษ์: เสน่ห์ "วรรณะนวโลหะ" และปรากฏการณ์ "น้ำทองวิ่ง"

ในสายตานักสะสมอาวุโส หัวใจของพระกริ่งรุ่นนี้คือ "วรรณะ" หรือสีสันของเนื้อโลหะที่ซับซ้อนตามตำรับวัดสุทัศน์แท้ๆ เนื่องจากมีการผสม "ชนวนเก่า" มหาศาลจากพระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ) และท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) ที่เจ้าคุณเสงี่ยมรวบรวมไว้

จุดสังเกตเชิงลึกสำหรับนักสะสม:

  1. วรรณะแรกเริ่ม: เมื่อแรกหล่อเนื้อจะมีสี "จำปาออกนาก" (Pinkish-gold) บ่งบอกถึงสัดส่วนทองคำและเงินที่ผสมอยู่ในนวโลหะ
  2. ปรากฏการณ์เนื้อกลับดำ: เมื่อกาลเวลาผ่านไป โลหะจะทำปฏิกิริยากับอากาศจนผิว "กลับดำ" นุ่มนวล ชวนให้มองดูแล้ว "ซึ้ง" ตา ทว่าต้องไม่ใช่ดำด้านทึบแสงเหมือนพระฉีดสมัยใหม่ แต่เป็นดำที่มี "น้ำทองวิ่ง" หรือพรายน้ำทองประกายแวววาวซ่อนอยู่ภายในเนื้อ
  3. คราบเบ้าและดินขาว: ตามซอกองค์พระมักปรากฏ "ผิวไฟ" สีแดงคล้ำ และจุดตายสำคัญคือ "คราบดินขาว" (ดินฝรั่ง) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีวัสดุทนไฟที่เริ่มใช้หลังปี 2500 บ่งบอกถึงความแท้และยุคสมัยที่ถูกต้อง

--------------------------------------------------------------------------------

เจาะลึกอักขระวิทยา: ข้อพิพาท "ปิ" หรือ "มิ" และรอยจารหลวงปู่ดู่

นี่คือจุดที่แสดงถึง "ภูมิเซียน" อย่างแท้จริง ตลาดส่วนใหญ่ขนานนามรุ่นนี้ว่า "หลังปิ" ตามโค้ดอักขระขอมที่ตอกอยู่หลังฐาน แต่หากวิเคราะห์ตามอักขระวิธีและข้อมูลจากนักสะสมสายตรง (G-Pra Source) พบว่าอักขระขอมตัวนี้สามารถอ่านได้เป็นตัว "มิ" (Mi) เช่นกัน จนกลายเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่อาจเรียกชื่อผิดมาตลอด แต่ไม่ว่าจะชื่อใด พุทธคุณนั้นหาที่เปรียบมิได้

ความพิเศษแห่งรอยจารและยันต์: พระรุ่นนี้ความพิเศษอยู่ที่รอยจารมือ โดยเฉพาะ "ยันต์กอหญ้า" ที่ใต้ฐาน ซึ่งได้รับเมตตาจาก หลวงปู่ดู่ วัดสะแก เป็นผู้จารและอธิษฐานจิตให้เป็นกรณีพิเศษ (หลวงปู่จารไปบริกรรมไป) นอกจากนี้ยังมีรอยจารยันต์สำคัญอื่นๆ ที่สื่อความหมายเชิงปกป้อง:

  • ยันต์มหาอุตม์ (นะโม พุทธายะ อิ สวา สุ): เป็นการย่อบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ สื่อถึงการอัญเชิญคุณพระรัตนตรัยมาเป็นเกราะกำบัง (Triple Gem Shield)
  • ยันต์เก้ายอด (อะสังวิสุ โลปุสะพุภะ...): ย่อจากบทพุทธคุณและคัมภีร์อภิธรรม 7 คัมภีร์ เน้นความสำเร็จและบารมี
  • ยันต์ห้าแถว (นะโมพุทธายะนะเมติ): การนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า เพื่อหนุนดวงชะตาและโภคทรัพย์

--------------------------------------------------------------------------------

มหาพิธีพุทธาภิเษก: การรวมตัวของ 108 ยอดพระเกจิและการปลุกเสก "ไตรมาส 3 ปี"

ความลับที่ทำให้รุ่นนี้มีพุทธคุณเข้มขลังคือ "ระยะเวลาการปลุกเสก" หลังจากพิธีเททองในปี 2506 เจ้าคุณเสงี่ยมได้ส่งพระกริ่งทั้งหมดไปยังยอดเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ เพื่อปลุกเสกและลงเลขยันต์ที่ก้นพระแทบทุกองค์เป็นเวลานานถึง 1-3 ปีเต็ม ก่อนจะกลับมาทำมหาพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ 3 วัน 3 คืน ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์ฯ ในวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2508 โดยมีพระเกจิ 108 รูปเข้าร่วม แบ่งตามสายพุทธาคมดังนี้:

  1. สายวัดระฆัง (สมเด็จโต): หลวงปู่นาค วัดระฆังฯ
  2. สายอยุธยา (วิชาชาตรี): หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ, หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช, หลวงปู่ดู่ วัดสะแก (ผู้ลงจารกอหญ้า)
  3. สายแม่กลอง (โภคทรัพย์): หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี, หลวงพ่อสุด วัดกาหลง
  4. สายดอนยายหอม-สามง่าม: หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม, หลวงพ่อเต๋ คงทอง
  5. สายประดู่ฉิมพลี: หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
  6. สายสุพรรณบุรี-ภาคกลาง: หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง, หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่, หลวงพ่อถิร์ วัดป่าเลไลยก์

--------------------------------------------------------------------------------

บันทึกลับปี 2527: การค้นพบ "พระกรุ" และเงื่อนงำ "มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์"

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2527 หลังจากเจ้าคุณเสงี่ยมมรณภาพ ได้มีการค้นพบพระกริ่งรุ่นนี้หลงเหลืออยู่ในพระอุโบสถจำนวน 700 องค์ ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ซึ่งนำมาให้ประชาชนเช่าบูชาอีกครั้ง

จุดที่ต้องระวังในการศึกษา:

  • พระประมาณ 200 องค์ถูกตัดจากช่อหล่อเดิม แต่อีกกว่า 400 องค์ยังอยู่ในสภาพ "ติดก้านช่อ"
  • พระที่ยังไม่ตัดก้านถูกนำมาแต่งใหม่และตอกโค้ด "ปิ" ที่ทำขึ้นมาใหม่ (อาจตอกที่ใต้ฐานแทนหลังฐาน)
  • ข้อมูลสำคัญ: พระชุด "ก้านช่อ" จากการค้นพบปี 27 นี้ ได้นำไปให้ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี อธิษฐานจิตปลุกเสกใหม่อีกวาระหนึ่ง ทำให้มีพุทธคุณซ้อนทับและมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากชุดปี 06 ดั้งเดิม (บางองค์ไม่มีรอยจารหรือโค้ดผิดตำแหน่ง)

--------------------------------------------------------------------------------

บทสรุปและไกด์ไลน์นักสะสม: ค่านิยมและ "3 จุดตาย" พิจารณาแท้

ในเชิงพุทธพาณิชย์ พระกริ่งหลังปิ (หรือมิ) มีช่วงราคาที่น่าสนใจ ตั้งแต่ระดับ Arbitrage (3,500 - 4,500 บาท) สำหรับพระสภาพใช้หรือชุดปี 27 ไปจนถึงระดับ Masterpiece (10,000 - 11,500+ บาท) สำหรับองค์ที่ผิวกลับดำสนิทและมีรอยจารหลวงปู่ดู่ชัดเจน

Checklist 3 จุดตายพิจารณาพระกริ่งหลังปิแท้:

  1. การยุบตัวของโลหะ (Metal Displacement): รอยตอกโค้ด "ปิ" (หรือมิ) ต้องเกิดจากการใช้แรงกระแทกจากเหล็กตอกจริง จะเห็นการยุบตัวและเนื้อโลหะขอบข้างปลิ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่รอยที่หล่อติดมาในพิมพ์
  2. นวโลหะห้ามดำกระด้าง: เนื้อ "กลับดำ" ต้องมีความลึกและนุ่มนวล (ซึ้งตา) หากเป็นดำด้านทึบหรือดำลอกเหมือนรมดำเคมี ให้ตีเก๊ไว้ก่อน ของแท้ต้องมี "น้ำทองวิ่ง" ซ่อนอยู่ภายใน
  3. น้ำหนักมือของรอยจาร: ยันต์กอหญ้าหรือยันต์ตัวนะใต้ฐาน ต้องเป็นรอยจารจาก "เหล็กจาร" ที่มีน้ำหนักมือ หนักเบาตามจังหวะการตวัดมือของพระเกจิ ไม่ใช่รอยที่ทำจากเครื่องไฟฟ้าหรือรอยขีดเขียนที่แข็งกระด้าง

ในฐานะนักสะสมรุ่นใหญ่ ผมกล้ายืนยันว่าพระกริ่งหลังปิคือ "เพชรในตม" ที่น่าบูชาที่สุดรุ่นหนึ่ง เพราะพิธีกรรมนั้นยิ่งใหญ่ระดับ 108 เกจิ แถมยังได้รอยจารเมตตาจากหลวงปู่ดู่และหลวงพ่อเนื่อง เป็นวัตถุมงคลที่ "ราคาหลักพัน พุทธคุณหลักล้าน" อย่างแท้จริงครับ!

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตำนานพระกริ่งรุ่นทิ้งทวน: มรดกพุทธคุณหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่

พระกริ่งหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่ รุ่นทิ้งทวน พ.ศ. ๒๕๓๖: การศึกษาเชิงลึก พระกริ่งหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่ รุ่น "ทิ้งทวน" ที่จัดสร้างขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ ถือเป็นวัตถุมงคลสำคัญอีกรุ่นหนึ่งของพระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา 1 พระกริ่งรุ่นนี้นอกจากจะมีความงดงามทางพุทธศิลป์แล้ว ยังแฝงไว้ด้วยเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจ ทั้งในด้านเจตนาการจัดสร้าง มวลสารที่ใช้ และพิธีกรรมพุทธาภิเษกอันเข้มขลัง ทำให้เป็นที่ปรารถนาของศิษยานุศิษย์และนักสะสมวัตถุมงคลโดยทั่วไป รายงานฉบับนี้จะทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพระกริ่งรุ่นทิ้งทวนในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ เครดิตภาพ:  https://www.thaprachan.com/   เปิดกรุพระกริ่งทิ้งทวน ๒๕๓๖: ความเป็นมา พุทธศิลป์ และพุทธคุณ โดย หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาบารมี เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 4 วัตถุมงคลที่ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสกล้วนเป็นที่กล่าวข...

"พระกริ่งมหาสิทธิโชค" วัดประสาทฯ 06: เพชรน้ำเอกผู้คืนชีพจากเถ้าถ่านสู่วิถีแห่งอำนาจบารมี

  5 ความลับ "พระกริ่งมหาสิทธิโชค" วัดประสาทฯ 06: เพชรน้ำเอกผู้คืนชีพจากเถ้าถ่านสู่วิถีแห่งอำนาจบารมี บทนำ: ประกาศสัจจะบารมีเพื่อสถาปนาอารามขึ้นใหม่จากซากปรักหักพัง เหนือเงื้อมเงาแห่งเถ้าถ่านและความวิปโยคในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศิลป์ไทย ไม่มีเหตุการณ์ใดจะน่าอัศจรรย์ไปกว่าอัคคีภัยครั้งใหญ่ที่โหมกระหน่ำเผาผลาญ "วัดขวิด" (ชื่อเดิมของวัดประสาทบุญญาวาส) จนวอดวายสิ้นทั้งอาราม ทว่าท่ามกลางวิกฤตที่ดูเหมือนจุดจบ พระครูสมุหอำพล เจ้าอาวาสผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และตบะบารมี ได้ประกาศสัจจะสถาปนา "พันธกิจแห่งศรัทธา" เพื่อคืนชีพพระอารามแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ จุดกำเนิดของ " พระกริ่งมหาสิทธิโชค " หรือ "พระกริ่งวัดประสาทฯ ปี 2506" จึงไม่ใช่เพียงการสร้างวัตถุมงคลตามขนบ แต่คือสัญลักษณ์แห่ง "การฟื้นคืนชีพ (Resilience and Rebirth)" ที่หลอมรวมน้ำใจและแผ่นชนวนมวลสารจากทั่วสารทิศ เปลี่ยนหยาดน้ำตาให้กลายเป็นพุทธศิลป์อันทรงคุณค่า เป็น "เพชรน้ำเอก" ที่รวบรวมร่องรอยวัฒนธรรมและเครือข่ายทางสังคมของคณะสงฆ์ไทยในยุคหลังกึ่งพุทธกาลไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เ...

เปิดตำนาน "พระชัยวัฒน์ท่านเจ้ามา" วัดสามปลื้ม: จากนักเลงสำเพ็ง สู่เบญจภาคีพระชัยฯ และสุดยอดพุทธเวทแห่งวัตถุมงคล

  เปิดตำนาน "พระชัยวัฒน์ท่านเจ้ามา" : จากนักเลงสำเพ็งสู่เบญจภาคีพระชัยฯ และศาสตร์แห่งโลหะวิทยาที่ประเมินค่าไม่ได้ บทนำ: สัจพจน์แห่งวงการและปฐมบทของ "จ้าวมาแล้ว" ในจดหมายเหตุและพงศาวดารพุทธศิลป์ไทย มีสัจพจน์อมตะที่ตกผลึกจากการประเมินคุณค่ามานานนับศตวรรษว่า "พระกริ่งต้องวัดสุทัศน์ พระชัยวัฒน์ต้องท่านเจ้ามา" วาทกรรมนี้ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้าง แต่เป็นดัชนีชี้วัดความเหนือชั้นในเชิงประติมานวิทยาและความซับซ้อนของอุณหพลศาสตร์โลหะ (Thermodynamics) ที่ยากจะหาสำนักใดเสมอเหมือน ปฐมบทของ "ท่านเจ้ามา" หรือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (มา อินฺทโร) แห่งวัดจักรวรรดิราชาวาส (วัดสามปลื้ม) เริ่มต้นจากภาพลักษณ์ที่ตรงข้ามกับความสงบนิ่งของร่มกาสาวพัสตร์อย่างสิ้นเชิง ในสมัยที่ท่านยังเป็น "นายมา" ฆราวาสผู้ครองบารมีในย่านสำเพ็ง ท่านคือผู้นำกลุ่มที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดเดี่ยว เป็น "คนจริง" ที่รักษาคำสัตย์ยิ่งชีพ จนยามที่ท่านปรากฏตัว ณ ศูนย์กลางการค้าที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงขานรับด้วยความเกรงขามจะดังกึกก้องว่า "จ้าวมาแล้ว" ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นนามเ...