เปิดตำนาน 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ค้ำชูสยาม: จากพระแก้วมรกต สู่กรุวัดชนะสงคราม และบารมีหลวงพ่อคูณ
กรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา | ในหน้าประวัติศาสตร์และวงการเครื่องรางของขลังไทย ศรัทธาของรชนชาติถูกยึดโยงไว้ด้วย 3 เสาหลักทางจิตวิญญาณ: "สถาบันสูงสุด" ที่มีพระแก้วมรกตเป็นศูนย์รวมใจ, "วีรกรรมกู้ชาติ" ที่ตกทอดมาเป็นพระกรุวัดชนะสงคราม และ "เมตตาธรรม" ของพระอริยสงฆ์อย่างหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ บทความนี้จะพาท่านเจาะลึกมรดกทางสสารและจิตวิญญาณ ที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจหาคำตอบ แต่ถูกพิสูจน์แล้วด้วยประจักษ์พยานนับศตวรรษ
ปฐมบทแห่งแผ่นดิน: พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
หากปราศจากศูนย์รวมใจ สยามคงไม่อาจเป็นปึกแผ่น พระแก้วมรกต คือพุทธศิลป์เชียงแสนสิงห์หนึ่ง ปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ แกะสลักจากหินหยกสีเขียวทึบ (Jadeite) ทั้งก้อน มิใช่เพียงพระพุทธรูป แต่คือ "เครื่องหมายแห่งพระราชอำนาจและบุญญาธิการ"
รอยต่อแห่งประวัติศาสตร์: ตำนานระบุชัดว่าถูกค้นพบอย่างอัศจรรย์ในปี พ.ศ. ๑๙๗๘ ณ วัดป่าญะ (วัดพระแก้วเชียงรายปัจจุบัน) เมื่ออสนีบาตฟาดฟันเจดีย์จนแตกออก เผยให้เห็นองค์พระที่ซ่อนอยู่ภายในคราบปูน ทรงผ่านกาลเวลาและการแย่งชิงไปยัง ลำปาง เชียงใหม่ หลวงพระบาง และเวียงจันทน์
คืนสู่มาตุภูมิ: ในปี พ.ศ. ๒๓๒๑ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ ๑) อัญเชิญกลับมายังกรุงธนบุรี ก่อนจะสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในปี พ.ศ. ๒๓๒๗
เกร็ดอัพเดต: ปัจจุบัน พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต ๓ ฤดู ยังคงเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เอง สะท้อนถึงคติ "เทวราชา" และ "พุทธราชา" ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
มรดกแห่งนักรบวังหน้า: พระกรุวัดชนะสงคราม (พิมพ์ซุ้มเถาวัลย์เลื่อย)
จากภาพเนื้อดินดิบผสมผงใบลานเผาที่ท่านแนบมา นี่คือ "พระกรุวัดชนะสงคราม พิมพ์ซุ้มเถาวัลย์เลื่อย" สุดยอดพระเครื่องที่เปี่ยมด้วยนัยยะแห่ง "ชัยชนะ"
กำเนิดจากเลือดและไฟสงคราม: วัดชนะสงคราม (เดิมชื่อวัดตองปุ) เป็นวัดที่ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (วังหน้าในรัชกาลที่ ๑) ทรงทำพิธีสรงน้ำเปลี่ยนเครื่องทรงหลังมีชัยใน "สงครามเก้าทัพ" พระเครื่องกรุนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสืบพระศาสนาและเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารหาญ
พุทธศิลป์และมวลสาร: พิมพ์ซุ้มเถาวัลย์เลื่อย (ตามภาพ) โดดเด่นด้วยองค์พระประทับนั่งปางมารวิชัย ภายใต้ซุ้มพุทธเจดีย์และลายเถาวัลย์ที่อ่อนช้อยตามแบบฉบับช่างหลวง เนื้อพระเป็นดินผสมผงใบลาน สีดำอมเทา มีความแกร่งและหนึกนุ่ม
ตำนาน "เหนียว" ท้าลูกปืน: แตกกรุอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ มีเรื่องเล่าขานในวงการว่า ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ที่ได้รับแจกพระกรุนี้ ถูกคนร้ายแทงขณะจับกุมแต่คมมีดไม่ระคายผิว ทำให้ชื่อเสียงด้าน "มหาอุด คงกระพัน และแคล้วคลาด" ดังกระฉ่อนวงการ ปัจจุบันเป็นพระเก่าปีลึกที่ราคายังจับต้องได้ (หลักพันถึงหมื่นต้น) แต่พุทธคุณหลักล้าน
สัจธรรมเหนือกาลเวลา: บารมี "หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ"
ภาพอิริยาบถนั่งยองๆ อันคุ้นตา คือสัญลักษณ์ของ "ความสมถะที่ทรงพลังที่สุด" ของ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
ปรัชญาในท่านั่งยอง: ท่านเคยกล่าวว่า "ท่านั่งยองๆ มันเป็นท่าที่กูพร้อมจะลุกไปช่วยคนได้ทันที" นี่คือแก่นแท้ของความเมตตาที่ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ
วิทยาศาสตร์และไสยเวทย์: วัตถุมงคลของท่าน ไม่ว่าจะเป็นเหรียญปี ๑๒, ปี ๑๗, ปี ๑๙ หรือ "ตะกรุดทองคำฝังแขน" มีประจักษ์พยานรอดตายจากอุบัติเหตุและคมกระสุนนับไม่ถ้วน จนชาวอเมริกัน (G.I.) ในยุคสงครามเวียดนามยังต้องขนานนามท่านว่า "The Magic Monk"
คำสอนที่ศักดิ์สิทธิ์กว่าเครื่องราง: แม้เครื่องรางจะขลังเพียงใด แต่ประโยคทองที่ว่า "ยิ่งเอามันยิ่งอด ยิ่งให้หมดมันยิ่งได้" คือสุดยอดพระคาถาที่หลวงพ่อคูณทิ้งไว้เตือนสติสังคมทุนนิยม เป็นการผสมผสานระหว่างปาฏิหาริย์และหลักธรรมได้อย่างแยบคายที่สุด
บทสรุป: จากมหาบุรุษ สู่ดิน และแผ่นหิน
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 สะท้อนมิติความเชื่อของคนไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ พระแก้วมรกตคือ "ศูนย์รวมชาติ", พระกรุวัดชนะสงครามคือ "จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้", และหลวงพ่อคูณคือ "ที่พึ่งพิงยามยาก" ในโลกที่เทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว วัตถุเหล่านี้มิใช่ความงมงาย แต่คือ "จดหมายเหตุทางจิตวิญญาณ" ที่คอยย้ำเตือนว่า ชาติไทยดำรงอยู่ได้ด้วยศรัทธา ความเสียสละ และความเมตตา

ความคิดเห็น